รักสะกิดใจ

posted on 06 Oct 2011 17:44 by sabaisabai

 

ผมหยิบโปสการ์ดออกมาจากกระเป๋าใบหนึ่ง ซึ่งจำได้ว่าสมัยเรียนปริญญาตรีอยู่มหาวิทยาลัยใกล้ๆชายหาดบางแสน เมื่อกว่าสิบปีที่ผ่านมา แล้วผมก็เกิดภวังค์ขึ้นมาให้มองเห็นใบหน้าคนหนึ่งผุดขึ้นมาในความคิด ผู้ชายคนนั้นชื่อ “พี่ยิ้ม” เป็นรุ่นพี่มหาวิทยาลัยที่ผมจะต้องจดจำเขาไปอีกนาน เขาเป็นคนที่สอนให้ผมได้มีความรักในวัยเรียน แม้ความรักในครั้งนั้นจะเป็นการรักผู้ชายด้วยกันก็ตาม แต่ผมก้อยากจะเก็บความรู้สึกดีๆนั้นไว้ในใจตลอดไป พี่ยิ้มเป็นคนสูงโปร่ง ผิวขาว ไม่ช่างพูดนัก แต่เป็นคนยิ้มเก่ง ใบหน้าเหมือนพวกแขกขาว เขาเป็นคนมีเพื่อนน้อย เนื่องจากมีโลกส่วนตัวสูง มักจะชอบเดินไปเรียน นานๆครั้งผมจะเห็นเขาขี่จักรยานไปเรียนสักครั้ง เขาเป็นรุ่นพี่ต่างคณะกับผมแต่พักอยู่ในหอพักชายของมหาวิทยาลัยหอเดียวกัน
ผมเป็นคนค่อนข้างเกเรตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมจึงมีเพื่อนๆต่างกลุ่มที่ไม่ชอบผมนัก ผมเป็นคนนิสัยขี้โวยวาย แต่แท้จริงๆข้างในไม่มีอะไร เหตุเกิดเมื่อวันหนึ่งผมกับเพื่อนไปนั่งดื่มเหล้าที่บริเวณชายหาดบางแสนเย็นวันหนึ่งหลังจากเลิกเรียน เรานั่งดื่มกันจนดึกและเมา ผมไม่รู้ว่าตัวเองจะสร้างความรำคาญให้ใครบ้างเพราะเมามาก เวลาดึกเราซ้อนท้ายมอเตอร์ไซคืกันกลับหอพักมหาวิทยาลัย อยู่ๆก็มีกลุ่มมอเตอร์ไซค์ขับตามมา แล้วจู่ๆรถมอเตอร์ไซค์คันของผมก็โดนมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งที่ขี่ตามมาถีบ รถคันผมเสียหลักล้มคว่ำ หลังจากนั้นผมสติไป ผมมารู้สึกตัวอีกครั้งที่โรงพยาบาล ปรากฏว่าผมสลบไป ขากับแขนผมหักไปอย่างละข้าง หลังจากนั้นผมต้องกลับไปพักฟื้นที่บ้านนับเดือนจึงได้กลับมาเรียนต่อ ด้วยสภาพขาแขนเข้าเฝือกไว้ ผมกลับมาพักที่หอพักชายอีกครั้ง วันสองวันแรกผมดำเนินชีวิตอยู่ด้วยความยากลำบาก ไม่ว่าจะกิน นอน อาบน้ำ หรือไปเรียน
เย็นวันหนึ่งผมกลับมาจากเรียนจึงมานั่งพักที่ห้องโถงใต้หอพัก “น้องเป็นอะไร” แว่วผมได้ยินเสียงผู้ชายเบาๆนุ่มๆ ถามขึ้นด้านหลัง ผมหันไปดู เห็นผู้ชายคนนั้น พี่ยิ้มนั่นเอง “พี่ชื่อยิ้มครับ” เขาแนะนำตัว ผมเองรู้จักชื่อเขาตั้งแต่มาพักหอชายนี้ครั้งแรกๆ เนื่องจากต้องมีการแนะนำตัวรุ่นพี่และรุ่นน้อง เราคุยกันได้สักพัก พี่ยิ้มจึงขอตัวกลับไปห้องพัก จากวันนั้นผมมักจะเห็นพี่ยิ้มเดินผ่านห้องโถงไป บางครั้งเขาก็หันมายิ้มและทักทาย หนึ่งเดือนจากนั้นให้หลังอาการผมดีขึ้นแต่ยังไม่ดีเท่าที่ควรเนื่องจากกระดูกยังไม่เข้าที่ดี เคลื่อนไหวไม่สะดวก แล้วเย็นวันหนึ่งผมเดินกะเผกออกมาจากห้องบังเอิญที่พี่ยิ้มเดินสวนมา เขาหยุดคุยกับผม ถามทำนองว่าอยากให้ช่วยอะไรไหม เวลานั้นผมอยากไปนั่งชายหาดบางแสนมาก จึงบอกเขาไปว่าถ้าไม่รบกวนพี่ยิ้มมากนักผมอยากไปนั่งเล่นที่ชายหาดอยากให้พี่เขาพาไป พี่ยิ้มบอกว่าเขายินดีพาไปแต่พี่เขาไม่มีมอเตอร์ไซค์ถ้าไปก็ต้องซ้อนจักรยานเขาไป ผมบอกว่าผมนั่งได้ เขาจึงตกลงพาไป
โอ้ทะเลแสนทราม เห็นน้ำกามหลั่งไหล มองเห็นกางเกงใน ลอยอยู่ในทะเล หาดทรายงามเห็นรู ดูซิดูจู๋ปลา กล้วยหอมโลมา อยู่ในท้องทะเล เมื่อเราเดินเที่ยวไป เห็นผู้ชายและเกย์ เราแสนฮาเฮ ล่อเกย์สุขใจ เมื่อตะวันตกดิน เห็นว่าวบินผ่านไป เราชักทันใด สุขใจจริงจริง...
ผมฮึมฮำๆเพลงสนุกๆนี้ตลอดเวลาที่นั่งอยู่ที่ชายหาด โดยมีพี่ยิ้มนั่งอยู่ข้างๆ เขาช่างเป็นผู้ชายที่คุยไม่สนุกเอาเสียเลย แต่ผมไม่ได้ใส่ใจนัก เพราะมัวแต่ชื่นชมกับผืนน้ำผืนฟ้าที่ไม่ได้เห็นมานาน เหมือนฟ้าฝนจะกลั่นแกล้งให้เราได้มีอันต้องได้เรียนรู้ใจกัน สักพักฝนก็ตกซู่ลงมาจนเราทั้งสองคนตั้งตัวไม่ติด ผมไม่ทันได้ตั้งตัว อยู่ๆพี่ยิ้มก็อุ้มผมแบกขึ้นหลังเขาเดินขึ้นมาจากชายหาดอย่างทะลักทุเล แล้วเขาก็รีบพาผมปั่นจักรยานกลับมาที่หอพัก คืนนั้น ผมไม่รู้ว่าผมนั้นไม่สบาย ปวดหัว ตัวร้อน อาจจะเกิดจากพิษไข้และความเจ็บจากอาการกระดูกหักที่ยังไม่หายสนิท ผมรู้สึกถึงความเอาใจใส่ของพี่ยิ้มคอยเช็ดตัวให้ผมตลอดทั้งคืน และเขาก็นอนหลับอยู่ข้างๆผม เมื่อผมรู้สึกตัวอีกครั้งตอนใกล้รุ่ง ผมรู้สึกว่าตัวพี่ยิ้มร้อนเหมือนคนเป็นไข้ เวลานั้นผมทำอะไรไม่ถูกนอกจากขยับตัวเข้าไปใกล้เขาและโอบกอดเขาไว้ ตอนนั้นผมเองกลับมาความรู้สึกแปลกๆ รู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก ใจเต้นแรง พี่ยิ้มเองก็ขยับตัวหันมาโอบกอดกระชับผมแน่นมากขึ้น พลันเขาก็ลืมตาโพลงขึ้นมองมาที่ผม ตอนนั้นผมมองเห็นดวงตากลมโตของเขาที่ส่อแววแปลกๆ แล้วเขาก็พล็อยหลับไปอีกครั้ง รุ่งเช้าผมรู้สึกตัวขึ้นมาอีกครั้งแต่ไม่เห็นพี่ยิ้มนอนเคียงข้างเหมือนเมื่อคืน ผมใจเต้นรัว รู้สึกใจหาย และเศร้าใจ ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับความรู้สึกของผมแล้ว

.................................

 วันพรุ่งนี้เป็นวันรับปริญญาโทของผม ผมได้รับช่อดอกไม้ช่อใหญ่ๆช่อหนึ่ง ที่ส่งมาไว้ที่หน้าออฟฟิศ พร้อมกับการ์ดเล็กๆแนบมาด้วย ผมพลิกเปิดการ์ดออกมาดูด้วยความฉงนใจ

“รัก จากพี่ยิ้ม”

ผมไม่รู้ว่าอะไรทำให้ผมน้ำตาไหลออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่ผมยังยิ้มดีใจที่ได้รับของจากเจ้าของการ์ดใบนี้ นานนับ 10 ปี แล้วที่ผมไม่ได้รู้คราวของเขา นับจากที่เขาเรียนจบปริญญาตรีไปก่อนผม 2 ปี เขาไม่ทิ้งที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ให้ผมติดต่อได้เลยแต่ผมเคยถามเพื่อนที่เรียนรุ่นเดียวกับเขาล่าสุดได้รู้ข่าวว่า เขาแต่งงานจนมีลูกแล้ว 2 คน และไปมีธุรกิจระหว่างประเทศที่ต้องเดินทางไปมาอยู่ตลอด ผมตัดสินใจเก็บการ์ดใบนั้นใส่ลงในกระเป๋าใบเดิม พร้อมกับรอยยิ้มเศร้าๆและความสุขใจทุกครั้งที่ผมนึกถึงผู้ชายคนนั้นทุกคราที่ผมมีโอกาสกลับไปนั่งชายทะเลที่ชายหาดบางแสน

 

อกหักเพราะรักยาม

posted on 06 Oct 2011 17:41 by sabaisabai

 

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อนสมัยที่ฉันยังฟูเฟื่องทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ ฉันเป็นเกย์ควีนที่แสดงออกพอสมควรแต่คงไม่น่าเกลียดเพราะไม่มีใครมาบอกว่าเกลียดฉันสักคน ถึงแม้ว่าฉันจะมีรูปร่างอวบท้วมไปนิดนึงเจ้าเนื้อตามประสาคนตามใจปาก ตอนนั้นฉันไว้ผมบ๊อบเททรงคริสติน่า ฉันส่องกระจกฉันก็ว่าฉันคล้ายๆคริสติน่าเหมือนกันหล่ะ

 ที่ทำงานฉันมีคนทำงานอยู่หลายคน ฉันทำงานในออฟฟิศมีหน้าที่ทำพวกจัดซื้อจัดจ้าง ช่วงหนึ่งมียามลาออกไปคนหนึ่ง ฉันจึงต้องทำหน้าที่จัดหายามมาแทนคนเก่า มีคนมาสมัครหลายคนแต่ดูหน่วยก้านแล้วไม่น่าจะเหมาะกับตำแหน่งยามที่บริษัทนี้ ตำแหน่งยามจึงว่างสักพักจนฉันต้องติดต่อไปที่บริษัทจัดหาคน เขาจึงส่งคนมาให้เลือก 3 คน คนที่ 1 กับคนที่ 2 ไม่ผ่านเพราะอายุมากกับอายุน้อย ฉันมาต้องใจที่คนที่ 3 เพราะอายุไม่มากนัก รูปร่างกำยำอวบนิดหน่อยแต่หากสวมชุดยามแล้วคงเท่ห์น่าดู ฉันจึงตกลงรับคนที่ 3 ไว้ เขาชื่อว่า “ยอด”

 วันแรกที่เขามาทำงาน ฉันเห็นแล้วใจแทบละลาย เขาใส่ชุดยามแล้วสุดเท่ห์ กางเกงก้นแน่นเปรี๊ยะ     จากวันนั้นมาฉันก็แอบมองเขาอยู่เรื่อยๆมา จนระยะหลังๆเขาเริ่มมองสบตาฉัน ทำให้ฉันรู้สึกว่าฉันมีความหวังโลกนี้ช่างเป็นสีชมพูระเรื่อขึ้นทุกวี่ทุกวัน วันหนึ่งฉันเข้าไปล้างมือล้างหน้าส่องกระจกก่อนกลับบ้านเขาเดินเข้ามาในห้องน้ำแล้วยิ้มหวานๆให้ฉัน พร้อมกับทักว่า “คนน่ารักกลับแล้วเหรอครับ” แค่ประโยคนี้ทำให้ฉันบ้าขนาดเก็บเอากลับไปนอนฝันถึง และในไม่นานฉันก็เริ่มเห็นอะไรแปลกๆบนโต๊ะทำงานฉัน เริ่มมีดอกไม้มาปักที่แจกันบนโต๊ะ แทบทุกวัน จนเพื่อนร่วมงานแซวฉันให้ได้อาย ทุกคนมองว่าฉันกับยอดน่าจะเป็นแฟนกัน ทำให้ฉันเริ่มเห็นจริงเห็นจังไปตามคำพูดคนอื่นๆ ทุกวันฉันจะคุยกับยอดเรื่องสารพัดก่อนจะกลับบ้าน และบางวันยอดก็โทรศัพท์คุยกับฉันตอนกลางคืน เวลาของฉันมีแต่ความสุขในตอนนั้น

 เวลาผ่านไปราวปีกว่า วันหนึ่งยอดไม่ได้มาทำงานฉันจึงโทรศัพท์ไปตามเขาที่บริษัท คนที่บริษัทบอกว่ายอดกลับไปแต่งงานที่ต่างจังหวัด ฉันเกือบทำโทรศัพท์หลุดมือ ไม่รู้น้ำตาหลั่งไหลออกมาจากไหน เดินไปเรื่อยๆเหมือนคนไม่มีสติ โถ อะไรนะทำให้ฉันหลงคิดไปขนาดว่ายอดเป็นของฉันคนเดียว แล้วทำไมเขาต้องมาแกล้งจับมือถือแขนฉัน ทั้งๆที่รู้ว่า ฉันไม่ใช่ผู้หญิงฉันเป็นกระเทย

 ฉันรับกับสภาพความผิดหวังแบบนี้ไม่ได้ ฉันไม่รู้จะตอบคำถามของคนในบริษัทนี้ได้อย่างไรว่ายอดหายไปไหน ฉันได้แต่ถามตัวเองว่าทำไมเขาถึงทำเป็นรักชอบฉัน เพื่ออะไรกัน

 ฉันร้องไห้คนเดียว พยายามทำใจอยู่นาน จนรู้ว่าฉันไม่สามารถรับสภาพความเสียใจกะทันหันแบบนี้ได้ ฉันจึงตัดสินใจลาออกจากบริษัทแห่งนี้ ทั้งที่เพื่อนๆร่วมงานหลายคนทัดทานไว้ ให้คิดให้ดีๆ แต่ฉันจะทนเห็นหน้ายอดได้อย่างไร อีกไม่กี่วันเขาจะกลับมาทำงานเหมือนเดิมแล้วพร้อมกับเมียตามกฎหมายของเขา เมียแต่งของเขา ไม่ใช่เมียแต่ในมโนจินตนาการเหมือนฉัน

 วันนี้ฉันออกมาจากบริษัทแห่งนั้นได้เกือบ 10 ปีแล้ว และยอดก็ไม่รู้ลาออกไปอยู่ที่ไหน แม้ว่าคนอื่นจะบอกว่าฉันไร้สาระ แต่ใครไม่ใช่ฉันก็คงไม่เข้าใจว่าความรักของฉันที่มีต่อยอดนั้นเป็นอย่างไร ใครจะหัวเราะเยอะว่าฉันบ้าไปแล้วฉันก็ไม่สนใจ ขอให้ฉันได้รักของฉันฉันก็มีความสุข แม้ใครจะหาว่าฉัน “อกหักเพราะรักยาม” เป็นนางหงส์กินหญ้าบนดินฉันก็ไม่แคร์ ขอให้ยอดรู้ว่าฉันรักเขาแค่นี้ก็พอ

 

สาวหมอลำครวญ

posted on 06 Oct 2011 17:38 by sabaisabai

 

สวัสดีค่ะหนูชื่อยุพินเป็นกระเทยพอจบป.6 แม่ก็ฝากให้หัดร้องหมอลำจนได้เข้าคณะดังเดินสายไปแสดงทั่วประเทศ หนูเกิดในอิสานหน้าตาก็พอไปวัดไปวาได้ เพราะเป็นลูกชาวนาหนูจึงไม่ได้สะสวยเหมือนกระเทยในเมืองกรุงเขาเพราะเป็นกระเทยบ้านนอกรายได้น้อยหนูเลยได้กินแค่ยาคุมแผงละสิบกว่าบาทหรือยาคุมที่เขามาแจกให้ฟรีที่เพื่อนเอามาให้

 เมื่อสองปีก่อนคณะหมอลำที่หนูอยู่ได้ไปแสดงที่จังหวัดขอนแก่น ที่นั่นหนูได้ไปรู้จักกับผู้ชายคนหนึ่งสมมุติว่าชื่อพี่วรวิทย์ เขาไม่ได้มาดูหมอลำหรอกแต่หนูไปเจอเขาโดยบังเอิญ พอคุยกันเขาจึงชวนหนูไปดูหนังด้วย ครั้งแรกหนูก็ไม่อยากไปแต่เขาคะยั้นคะยอหนูจึงตอบตกลง แล้วเราก็ไปดูหนังกัน เสร็จแล้วจึงไปเที่ยวกันต่อ พี่วรวิทย์คุยเก่ง และเป็นคนตลก หนูเลยชอบเขา หลังจากนั้นเราก็ติดต่อกันเรื่อยๆมา เขาเริ่มคุยความหวังกับหนู ทำให้หนูคิดเลยเถิดไปไกล ไม่นานเขาก็ชวนหนูไปเที่ยวบ้านเขา วันที่หนูไปที่บ้านเขาพ่อแม่เขาอยู่ท่านทั้งสองคนแก่แล้ว จึงไม่ค่อยสนใจหนูเท่าไหร่ หนูเลยคิดเอาไปว่าท่านคงไม่รังเกียจกระเทยอย่างหนูเหมือนที่พี่เขาไม่ได้รังเกียจหนู

 ไม่นานเท่าไหร่ พี่เขาก็ชวนหนูลงทุนซื้อควายมาเลี้ยงเพื่อจะใช้ไถนา หนูเห็นว่าพี่เขามีบ้านอยู่เป็นที่เป็นทางและมีความตั้งใจทำมาหากิน หนูเลยไปกู้เงินจากหัวหน้าคณะมาให้พี่เขา แล้วเราก็ได้ควายมาเลี้ยง 2 ตัว หนูทำงานจนหาเงินมาผ่อนใช้คืนจนหมด หนูกับพี่เขาก็รักและเข้าใจกันดี พอหนูว่างไม่ได้เดินสายแสดงหมอลำหนูก็กลับไปค้างที่บ้านพี่เขา มาระยะหลังๆพี่เขาเริ่มมาบ่นให้ฟังว่าเหนื่อยไปรับจ้างเขา อยากมีนาเป็นของตัวเอง หนูก็บอกเขาว่าเราไม่มีเงินมากพอจะไปซื้อที่นาของเราเอง ให้เราเก็บเงินไว้มากกว่านี้ แต่พี่เขากลับหงุดหงิดและโมโหหนู หาว่าหนูไม่รักเขา ไม่อยากอยู่กับเขา เราทะเลาะกันบ่อยครั้ง เรื่องที่พี่เขามักจะเอาเงินจากหนูไปบ่อยๆ จนครั้งสุดท้ายเขาลงมือลงไม้กับหนู เตะหนูจนหนูฟันหัก พ่อกับแม่เขาก็นั่งดูอยู่เฉยๆไม่ห้าม เพื่อนๆที่คณะหมอลำบอกหนูให้แจ้งความจับเขาแล้วให้เอาควายไปขายเอาเงินกลับคืนมา แต่หนูคงทำแบบนั้นไม่ได้เพราะหนูรักเขาแล้ว

 ตอนหลังเพื่อนหนูมาบอกให้รู้ว่าเขาไปติดสาวคาราโอเกะแล้วเขาวางแผนจะซื้อนาด้วยกัน ตอนแรกหนูไม่เชื่อเพื่อนเลยพาหนูไปคุยกับผู้หญิงคนนั้น เขาก็บอกหนูว่าเขากำลังท้องสามเดือนแล้ว และพี่เขากำลังให้พ่อแม่เขาไปสู่ขอ หนูไม่เข้าใจว่าทำไมกระเทยอย่างหนูจะต้องไม่สมหวังกับความรัก หนูไม่เข้าใจจะมีกระเทยสักคนไหมที่สมหวัง มีผู้ชายสักคนที่รักจริง ตัวหนูเองเป็นกระเทยมีนมผมยาว ไม่ได้อยากให้พี่เขามาตบมาแต่งเอาไปเป็นเมีย เพราะคงเป็นไปไม่ได้ แต่อยากให้เขามีความรับผิดชอบในสิ่งที่เขาทำกับหนู และทำในเรื่องที่เขาพูดออกมามากมาย กระเทยอย่างหนูก็มีหัวจิตหัวใจ เป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ทำอะไรได้อย่างผู้หญิงจริงๆเขาทำกัน แค่หนูออกหน้าออกตาในสังคมไม่ได้และมีลูกไม่ได้ ถ้าวันหนึ่งที่เขายังพอมีเยื่อใยเหลืออยู่บ้าง หนูหวังว่าเขาจะกลับมาหาหนูบ้าง แม้วันนั้นจะยังมาไม่ถึงหนูจะรอพี่เขากลับมาอยู่เสมอ

 

 

 

ในชีวิตคนหนึ่งๆการเริ่มต้นกับใครอีกคนบ่อยๆครั้งคงไม่ใช่สุดยอดปรารถนา การเลิกลากันนั้น ไม่มีฝ่ายไหนไม่เสียใจ แต่ใครจะเป็นฝ่ายเสียใจมากกว่าใคร เฉกเช่นชีวิตคู่ที่เริ่มต้นและลงเอยแยกจากกันด้วยความเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น ความอดทนของทุกๆคนย่อมมีข้อจำกัด เพราะเหตุจำเป็นหลายๆประการ และตัวแปรเรื่องกาลเวลาที่ไม่อาจหวนคืนกลับ เฉกเช่นเรือรักที่ต้องอับปางลงในเวลาที่รวดเร็วอย่างน่าเสียดาย สุดท้ายจึงสรุปออกมาด้วยวลีที่เก๋ไก๋ว่า เราไปด้วยกันไม่ได้

 

อยากทราบว่าพบกันเมื่อไหร่

 

พบกันเมื่อ 2 ปีก่อนครับ นัดดูหนังด้วยกันเรื่อง ปืนใหญ่ จอมสลัดไม่นานจึงตัดสินใจมาอยู่ด้วยกันหวังฝากผีฝากไข้ ไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่านี้เพราะแต่ละคนก็ต่างผ่านร้อนผ่านฝนกันมาแล้วทั้งคู่

ตอนแรกๆรู้สึกประทับใจกันอย่างไร

 

เวลานั้นยังเฉยๆนะครับ มีแต่ความชอบพอ แต่ยังไม่ได้เรียนรู้นิสัยใจคอกันและกัน จนผ่านพ้นปีแรกที่อยู่ด้วยกันจึงเริ่มรู้นิสัยใจคอตื้นลึกหนาบาง ผมเองเป็นคนเฉยๆไม่สนใจว่าจะผ่านใครต่อใครมากี่คน ดีชั่วอย่างไรมันก็อยู่ที่ตัวคนนะครับ อีกอย่างตัวผมเองก็เคยมีประสบการณ์ในเรื่องการอยู่เป็นคู่เคียงกันมาบ้างแล้วครับจึงไม่ได้รู้สึกว่าเกิดความแตกต่างหรือต่างกันทางความคิด ทั้งที่ผมอายุมากกว่า 2 ปี

เป็นคนโรแมนติคกันหรือเปล่า

 

ปรกติเราทั้งสองคนไม่ใช่คนโรแมนติคหรือหมกมุ่นอยู่แต่ในเรื่องกามรมย์และเราทั้งสองคนอยู่ในวัยที่ต้องทำมาหากินจึงไม่มีเวลามาคิดถึงเรื่องอย่างว่าเสียด้วยซ้ำ ยังคิดว่า เอ๊ะ เราผิดปรกติ หรือกามตายด้านกันหรือเปล่า แต่มันเป็นเรื่องจริงที่เราสองคนเท่านั้นที่รู้กันเองคนอื่นคงไม่รู้ไม่เห็นกับเรา

แล้วจุดเปลี่ยนแปลงมันเริ่มอย่างไร

 

จุดเปลี่ยนเริ่มเมื่อเรามักจะมีความเห็นไม่ตรงกัน และมักจะคิดขัดแย้งกันในแนวทางที่ไม่ค่อยจะลงตัว อย่างผมเป็นคนใจเย็นมากๆ ชอบสอนบางคนไม่ชอบอาจจะคิดว่าบ่น อันนี้ผมรู้ว่าเป็นนิสัยไม่ดีก็พยายามไม่สอนหรือบ่นให้น้อยลง และเขาเป็นคนใจร้อนมาก และหัวดื้อแพ่ง ไม่ฟังเสียงใคร ตรงนี้แรกๆรู้สึกดีเพราะเราได้แชริ่งไอเดียกันบ่อยๆแต่พักหลังเริ่มไม่บอก ไม่แชร์ และสุดท้ายเป็นคนมีลับลมคมใน จนกระทั่งคิดเองและทำเอง เมื่อผลการกระทำออกมา เราซึ่งเป็นผู้ใหญ่กว่าต้องตามแก้ไข ซึ่งผมคิดว่าการใช้คู่ชีวิตแบบนี้เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องเสียเลย ชีวิตคู่ต้องต่างคนต่างเกื้อกูลกันและกันไปในเชิงบวก ผิดกับชีวิตครอบครัวที่คนในครอบครัวต้องคอยแก้ปัญหาให้กันและกัน แต่ชีวิตคู่ของผู้ชายสองคนเหมือนกับเรามาจากดาวคนละดวง จะต้องมีการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ถ้อยทีถ้อยอาศัยผ่อนหนักผ่อนเบาแบบไม่เอาชนะกันที่สำคัญความไว้เนื้อเชื่อใจและคำมั่นสัญญาต้องเป็นที่หนึ่ง

แล้วรู้สึกเมื่อไหร่ว่าไปกันไม่ได้แล้ว

 

รู้สึกได้เมื่อไหร่ว่าชีวิตจะไปกันไม่ได้แล้ว ด้วยประสบการณ์ที่เคยใช้ชีวิตคู่มา ส่วนตัวผมเองรู้สึกได้ตั้งแต่พ้นปีแรกมาแล้ว บางครั้งเราจะรู้ว่าเราอยู่กับคนแปลกหน้า ไม่ใช่ว่าผมจะว่าเขาฝ่ายเดียวแต่เขาอาจจะรู้สึกได้เช่นเดียวกัน เมื่ออีกคนพูดอีกอย่างแล้วทำพฤติกรรมอีกอย่างที่ขัดกับคำพูด ไม่ว่าใครก็ต้องรู้สึกได้ว่าแปลก และไม่แน่ใจและไม่เกิดความสนิทใจ การสร้างภาพลักษณ์ที่ดีเป็นสิ่งที่ถูกต้องสำหรับชีวิตของทุกๆคน แต่การสร้างภาพลักษณ์กับการสร้างภาพเป็นพฤติกรรมที่แยกออกยากในการกระทำของคน สุดท้ายเมื่อความจริงปรากฏ ความเคลือบแคลงและสงสัยจึงเป็นที่ไปที่มาของความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกันมาโดยตลอด

มีทัศนะคติในการใช้ชีวิตคู่อย่างไร

 

ทัศนะคติการใช้ชีวิตคู่ของผมไม่แตกต่างกับคนอื่นหรอกครับ ผมมองชีวิตคู่คือการเข้าใจและให้อภัย อาจจะเป็นพื้นฐานทางครอบครัวผมเองที่ทุกคนค่อยพูดค่อยจากัน พูดจาภาษาดอกไม้ คือ หนักนิดเบาหน่อยก็ให้อภัย พูดเพราะๆและให้เกียรติคนทุกคน อย่างเช่น คุณแม่ผมเมื่อจะพูดกับใครต้องสบตาและไม่เคยที่จะพูดประชดประชัน อันนี้เป็นนิสัยหนึ่งที่ผมได้มาเต็มๆ ทำให้มีความอดทนค่อนข้างสูงเมื่อต้องปะทะปัญหากับผู้คนรอบข้าง

ได้ใช้ความอดทนกับชีวิตคู่อย่างไร

 

จุดเปลี่ยนแปลงของชีวิตคู่เกิดขึ้นเมื่อความอดทนได้หมดลง ชีวิตคู่ของผมจบลงด้วยปัญหาของความคิดไม่ตรงกัน และคิดไม่ทันเกมส์กัน ส่วนตัวผมเองเป็นคนค่อนข้างเปิดเผย มีอะไรจะชอบระบาย พูดออกมาแล้วสบายใจ จบแล้วจบกัน แต่เมื่อความอดทนถึงขีดจำกัด ก็เหมือนกับน้ำที่เต็มขวดแล้วล้นออกมา ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรที่จะยื้อยุดชีวิตคู่ไว้ ในเมื่อตลอดระยะเวลาที่ควรจะเรียนรู้กันและกันคนทั้งสองคนได้เรียนรู้กันมามากพอแล้ว ผมเองกับแฟนอยู่กันเหมือนเงาตามตัวกัน แต่แปลกที่ยังมีช่องว่างให้อีกคนได้คิดแปลกแยกไปจากเรา ผมพูดนี่ไม่ได้หมายความว่าเขาไปมีคนอื่นแต่เป็นเรื่องความคิดที่แปลกแยก ซึ่งที่ผ่านมาเรามักจะคิดเองเสมอว่าเราเป็นกุนซือคอยแนะนำให้เขาเดินตาม โดยไม่ได้เฉลี่ยวใจว่า คนทุกคนมีความเป็นตัวของตัวเอง เราแนะนำเขาได้แต่เขาจะทำตามหรือไม่นั้นเราไปบังคับเขาไม่ได้เลย เพราะมันเป็นตัวเขาเอง

ด้วยเหตุนี้ใช่ไหมจึงตัดสินใจแก้ปัญหาด้วยการแยกทาง

 

การที่ผมเองเป็นฝ่ายตัดสินใจแยกทางออกมา ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าหากอดทนมากกว่านี้สักหน่อย เมื่อผ่านพ้นปัญหาต่างๆไปได้แล้ว เวลาจะช่วยเยียวยาให้สมานใจคนสองคนให้ดีเหมือนเดิม แต่ไม่ใช่อย่างนั้นเลย ผมเองพิจารณาแล้วว่าการยื้อยุดของคนสองคนไม่ต่างอะไรกับการทะเลาะเบาะแว้งแย่งกระจาดเชี่ยนหมากของคนแก่ๆ รังแต่จะทำให้เชี่ยนหมากหลุดหกกระจายและไม่ได้เกิดประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย และยังต้องเสียเวลาก้มลงเก็บขึ้นมาใหม่แทนที่จะได้แบ่งกันกินหมากให้อร่อยทั้งสองคน ในกรณีชีวิตคู่ของผมส่วนหนึ่งเกิดจากพื้นฐานทางครอบครัว ความเชื่อด้านการดำนินชีวิต และเรื่องส่วนตัวของสภาวะทางพฤติกรรมและอารมณ์ทำให้ไม่สามารถเข้าใจกันได้ทุกเรื่อง หากยกตัวอย่างว่า อีกคนใจร้อนแต่อีกคนใจเย็นก็จะฟังดูน่าเกลียดเกินไป เพราะในเมื่อรู้เสียอย่างนี้ทำไมไม่บอกศาลาเลิกกันตั้งแต่แรกๆเจอ ตัวผมเองค่อนข้างเป็นคนติดยึดและถือมั่นในคำพูดและการรับปากต่อคนอื่น หากทำได้ก็จะรับปากหากทำไม่ได้จะไม่รับปากเลย เมื่อแรกคบหากันเราตกลงกันไว้ว่าจะลองคบกันดู แต่แล้วเมื่อเวลามันหมุนไปไวมากๆ การทดลองอยู่ด้วยกันมาล่วงเลยมามากเกินกว่าโปรเบชั่นมาก ทำให้ต้องเลยตามเลย และทำใจยอมรับกันและกัน

รู้สึกอย่างไรกับการต้องแยกทางกัน

 

เมื่อคนสองคนตัดสินใจอยู่ด้วยกันก็ย่อมมีความผูกพันธ์กันเป็นเรื่องธรรมดาครับ หัวใจมนุษย์นั้นอ่อนนุ่มลุ่มลึกเหมือนที่คนเขาพูดๆกัน เมื่อไม่มีเหตุที่ต้องแยกจากกันความรักความไว้ใจมันก็ยังอยู่กับคนสองคน แต่เมื่อวันหนึ่งที่ทุกสิ่งทุกอย่างมันเสื่อมถอย วัฒนธรรมคนไทยเรานั้นต่างกับคนชาติอื่นๆตรงที่รักกันก็รักกันเหลือล้น พอเกลียดกันตายไปก็ไม่ต้องไปเผาผีแถมยังฉี่รดเชิงตะกอนกันได้ แต่คู่ของผมไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ ผมเองตั้งใจให้ทุกอย่างออกมาดีที่สุดแม้ยามต้องจากกันก็ต้องการให้จากกันด้วยดี ยังคงเป็นมิตรแท้ที่ดีต่อกันได้ เมื่อในวันหนึ่งเราได้หันกลับมามองย้อนอดีตที่ผิดพลาดเราจะได้ไม่ต้องเสียใจว่าเราทำอะไรลงไป ทางที่ดีคือผมตัดสินใจที่จะค่อยๆพูดและย้ำตลอดว่าถ้าเกิดวันหนึ่งที่ต้องแยกจากกันเขาต้องอยู่ให้ได้ เมื่อไปเจอคนใหม่ที่คิดว่าเหมาะสมกับตัวเองต้องใช้ประสบการณ์ที่เคยผิดพลาดไปเป็นบทเรียน ผมเองเป็นคนโชคดีคือเป็นคนแบ่งแยกได้ระหว่างเรื่องส่วนตัวกับธุระกิจ ผมกำลังจะพยายามบอกกับทุกคนทุกคู่ว่า ชีวิตคู่ไม่ผิดที่อยากเติบโตอยากก้าวหน้า อยากร่ำรวยสร้างฐานะไปด้วยกันอย่างมั่นคง แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความเป็นไปได้และการแชริ่งไอเดียด้วยการยอมรับความคิดเห็นของกันและกัน จริงๆแล้วปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ใครจนใครมีมากกว่าใคร มันอยู่ที่ว่าคนทั้งสองคนพร้อมที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหน เหตุเพราะคนแต่ละคนมีความรับผิดชอบไม่เท่ากัน มีวุฒิภาวะด้านความคิดและอารมณ์ต่างกัน การรับรู้ในเรื่องนี้ย่อมต่างกันโดยสิ้นเชิง ซึ่งผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นบ่อเกิดของปัญหาต่างๆหากคนทั้งคู่ไม่พร้อมใจกันแก้ไขหรือไม่ปรองดองกันก็ยากที่จะนำพาชีวิตคู่ไปให้ผ่านพ้นจนอยู่ด้วยกันแบบไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชรอย่างคนเขาพูดกัน

แล้วต่อไปจะใช้ชีวิตอย่างไรในวันที่ไม่มีเขาแล้ว

 

ต่อแต่นี้ในวันที่ไม่มีเขาจะเป็นอย่างไร อันนี้ผมต้องย้อนกลับไปก่อนว่าเราทำใจได้แค่ไหนเมื่อคิดว่า ต่อไปนี้ในวันข้างหน้าเขาจะไม่มีเราเขาจะอยู่ได้ไหม ผมอาจจะคิดเป็นแบบคนดีประเสริฐเลิศล้ำมาก (หัวเราะ) แต่ในชีวิตของคนทุกคนทำไมเราจะต้องแสวงหาศัตรูหล่ะในเมื่อคนเราไม่ได้อยู่ค้ำฟ้ากัน ไม่นานก็ตายจากกัน ผมไปติดใจคำพูดประโยคหนึ่งในหนังเรื่อง ฉันผู้ชายนะยะของอาจารย์ด๊อกเตอร์เสรี วงษ์มณฑาที่เขียนให้ตัวละครตัวหนึ่งผมจำชื่อไม่ได้แต่แสดงโดยคุณสุรศักดิ์ วงษ์ไทย สอนตัวละครชื่อมด ซึ่งแสดงโดยคุณชลิต เฟื่องอารมณ์ ที่พฤติกรรมชอบอิจฉาริษยาคนอื่นและแสวงหาความเห็นใจเข้าอกเข้าใจจากคนอื่นแต่ไม่ได้มองย้อนดูตัวเองว่า ตัวเองนั้นผิดพลาดอย่างไร ประโยคนั้นบอกว่า คนเรานั้นอยู่ด้วยกัน แม้วันตายจากกันไปก็ไม่มีทางเข้าใจกันทั้งหมดซึ่งอันนี้เองที่ผมพยายามใช้เป็นสิ่งยื้อยุดชีวิตคู่มาโดยตลอด แต่สุดท้ายชีวิตคู่ก็ไปไม่รอดในที่สุด

สิ่งที่เสียดายในชีวิตคู่ครั้งนี้

 

จริงๆแล้ว เราทั้งสองคนไม่ได้เริ่มต้นกันด้วยเรื่องรักๆใคร่ๆ จากกันไปก็ไม่ใช่เรื่องรักๆใคร่ๆ ฉันรักเธอมากหรือเธอรักฉันน้อยลง แต่อย่างไร แต่เป็นเรื่องของแนวคิดที่แตกต่างกันที่ทำให้อยู่ด้วยกันลำบาก ผมเองเสียดายว่าเราทั้งคู่ยังไม่ได้ใช้ชีวิตโรแมนติคเหมือนคู่อื่นๆ เช่น ไปท่องเที่ยวด้วยกัน ทุกย่างก้าวของชีวิตคู่ที่เป็นเงาตามตัวคือเรื่องการทำมาหากิน เรื่องชีวิตจริงๆ เรื่องธุรกิจล้วนๆ เหตุนี้เป็นข้อหนึ่งที่เราอาจจะไม่มีความผูกพันธ์กันในเรื่องส่วนตัวมากนัก

 

ตลอดระยะเวลากว่า 2 ปี ซึ่งฟังดูอาจจะไม่นานนักสำหรับคู่อื่นๆที่ได้ผ่านพ้นวันชื่นคืนสุขกันมา หรือเรือรักล่มกันไปแล้วนั้น แต่สำหรับคู่ของเขาคนนี้ตลอดตระยะเวลาที่ผ่านมาเหมือนเงาตามตัวซึ่งกันและกัน ซึ่งไร้วี่แววว่าจะต้องแยกจากกัน แม้จะประคองเรือรักไปได้ไม่ถึงซึ่งฝั่งฝัน แต่ประสบการณ์จากการเรียนรู้ซึ่งกันและกันในครั้งนี้เป็นบทเรียนสอนใจที่เมื่อคนทั้งคู่ได้มีโอกาสไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ ฟ้าหลังฝนย่อมมีสายรุ้งสีสวยงาม เราทีมงานขอเป็นกำลังใจให้คนทั้งสองได้ฟันฝ่าอุปสรรคของแต่ละคน และไปเริ่มต้นชีวิตของแต่ละคนอย่างเข้มแข็งและมั่นคง โดยไม่ลืมว่าครั้งหนึ่งซึ่งเคยมีความรักและความผูกพันธ์กันให้คนสองคนได้อยู่ด้วยกันเพื่อใช้ชีวิตคู่ แต่หากเมื่อวันนี้โอกาสที่ทั้งคู่กำลังจะหยิบยื่นให้กันและกันคือความอิสระแก่กันและกันเพื่อจะเติบโตและก้าวพ้นไปสู่วัยผู้ใหญ่ที่มีชีวิตที่เข้มแข็งและยังคงเป็นมิตรที่ดีต่อกันตลอดไป